กำเนิด “IRONMAN”

ผมเชื่อว่าจนถึงตอนนี้ หลายๆ คนคงได้ไปดูหนัง Avengers: Endgame กันแล้ว ซึ่ง Avengers ภาคนี้ถือเป็นการปิดตำนานไออ้อนแมนที่รับบทโดยโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ (RDJ)ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ซึ่งใครจะไปคาดคิดว่า จากลิขสิทธิ์ฮีโร่ที่ไม่มีใครเอา เมื่อรวมกับนักแสดงตกอับ และค่ายคอมมิคที่เพิ่งผ่านพ้นสภาวะถังแตกมาได้ไม่นาน จะสามารถสร้างจักรวาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่และครองใจคนทั้งโลกออกมาได้ในระยะเวลาแค่ 11 ปีเท่านั้น

สแตนลีไง จะใครเสียอีกล่ะ

ตำนานของ IRONMAN นั้นเริ่มขึ้นในปี 1963 เมื่อ สแตน ลี ได้รับคำขอร้องให้คิดฮีโร่ตัวใหม่ที่แตกต่างจากฮีโร่ที่มาร์เวลเคยมี ซึ่งในตอนนั้นก็มี “แฟนทาสติคโฟร์” (1961) “ฮัลค์” “ธอร์” และ “สไปเดอร์แมน” (1962) สแตนลี ก็เลยนึกถึงฮีโร่ที่เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่มีพลังพิเศษ แต่สวมชุดเกราะที่ทำให้ตนแข็งแกร่งไม่แพ้ซูเปอร์ฮีโร่คนไหน โดยได้ แจ็ค เคอร์บี้ เป็นคนออกแบบชุดเกราะ เพราะแจ็คเป็นคนเขียนปกในช่วงนั้น และปกต้องเสร็จก่อนเนื้อในคอมมิคด้วย (ฮา) ส่วน ดอน เฮก เป็นคนออกแบบตัวละคร (โทนี่ สตาร์ค) ซึ่งเอาต้นแบบมาจาก โฮเวิร์ด ฮิวจ์ (Howard Robard Hughes Jr. 1905 – 1976) มหาเศรษฐีนักประดิษฐ์ชื่อดังแห่งยุค แต่เพิ่มความหล่อเหลาแบบ เออร์รอล ฟลินน์ (Errol Flynn 1909–1959) นักแสดงชื่อดังมาดเพลย์บอยในตอนนั้นลงไปด้วย

ในช่วงแรกของคอมมิคนั้น โทนี่ สตาร์ค คือมหาเศรษฐีอัฉริยะพ่อค้าอาวุธสงครามที่พลาดท่าเหยียบกับระเบิดในเวียดนามจนถูกจับไปเป็นเชลยเพื่อบังคับให้สร้างอาวุธให้ แต่สุดท้ายเจ้าตัวกลับสร้างชุดเกราะแหกคุกนรกออกมาได้ ซึ่งเนื้อหาตรงนี้คล้ายกับในเวอร์ชั่นหนังที่เราคุ้นเคยกันดี ต่างตรงที่ในคอมมิคเป็นเหตุการณ์ในยุคสงครามเวียดนามแทน

Howard Robard Hughes Jr ต้นแบบของโทนี่ สตาร์ค ซึ่งชีวิตเขาก็มีสีสันไม่แพ้กัน จนเคยถูกสร้างเป็นหนังเข้าชิงรางวัลออสการมาแล้ว

ซึ่งสแตนลีให้เหตุผลว่า เขาต้องการสร้างคาแรกเตอร์ที่วัยรุ่นเกลียด เพราะคนหนุ่มสาวยุคนั้นกำลังอยู่ในช่วงต่อต้านสงครามเวียดนาม เขาจึงสร้างโทนี่ให้เป็นทั้งพ่อค้าอาวุธและมหาเศรษฐีในระบอบทุนนิยม แต่ก็ยังมีด้านที่เป็นนักประดิษฐ์ และยังมีความเข้มแข็ง และด้านอ่อนแอจากสะเก็ดระเบิดที่ฝังอยู่ใกล้หัวใจจนต้องสวมเกราะประคองชีวิตไว้ตลอดเวลา ซึ่งมันท้าทายว่าเขาจะทำให้คนหนุ่มสาวยุคนั้นหันมาชื่นชอบโทนี่ได้ยังไง และมันก็ได้ผลเกินคาด เพราะไออ้อนแมน กลายเป็นฮีโร่ที่ได้กระแสตอบรับจากสาวๆ ดีสุด เพราะ 1.หล่อ 2.รวย 3.สุขภาพไม่แข็งแรง ซึ่งมันทำให้เขาเป็นฮีโร่ที่ไม่สมบูรณ์และสาวๆ ก็อยากดูแลเขา..

IRONMAN ปรากฎตัวครั้งแรกใน Tales of Suspense #39 ที่วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม ในชุดเกราะสีเทา(เหล็ก) ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีทองใน Tales of Suspense #40 และโทนี่ก็สวมเกราะทองอยู่หลายเล่ม จนกระทั่ง สตีฟ ดิคโค ต้องมาวาดคอมมิค Tales of Suspense ในช่วงเล่ม 47 – 49 เจ้าตัวก็เลยจัดการออกแบบเกราะของไออ้อนแมนเสียใหม่ เป็นชุดเกราะสีแดง-ทอง ที่ดูเข้ารูป คล่องตัวกว่าชุดเกราะเดิม และกลายเป็นมาตรฐานของชุดเกราะไออ้อนแมนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเกราะสีแดงทองได้ปรากฎโฉมครั้งแรกใน Tales of Suspense #48 ที่ออกจำหน่ายในวันที่ 10 ธันวาคมปี 1963

ไออ้อนแมนโลดแล่นในวงการคอมมิคมานานมาก แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นที่รู้จักเฉพาะกลุ่ม เมื่อเทียบกับคาแรกเตอร์ดังๆ ของมาร์เวลที่เคยถูกสร้างเป็นหนังอย่่างสไปเดอร์แมน แฟนทาสติกโฟร์ หรือฮัลค์ ที่ถูกพูดถึงในวงกว้างมากกว่า ซึ่งในช่วงยุคตกต่ำของมาร์เวลจนถึงขั้นบริษัทล้มละลายในปี 1995 จนมาร์เวลเริ่มฟื้นตัวขึ้นในปี 1997 สิ่งที่มาร์เวลทำเพื่อพลิกฟื้นตัวก็คือความพยายามที่จะแตกยอดช่องทางการหารายได้ด้วยการขายลิขสิทธิ์คอมมิคคาแรกเตอร์ของตนให้กับค่ายหนังต่างๆ เพราะถ้ามีหนัง คอมมิคก็จะขายดีขึ้น ผลประกอบการก็จะดีตามไปด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือหนังของสไปเดอร์แมนในปี 2002 (ที่มาร์เวลขายลิขสิทธิ์ไปตั้งแต่ปี 1985 แต่กว่าจะสร้างเสร็จก็รอกันสิบกว่าปี) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากจนมีภาคต่อตามมามากมาย เช่นเดียวกับ X-Men (2000) ที่เหมือนเป็นการวางมาตรฐานใหม่ให้กับหนังฮีโร่ฮอลลีวูดที่ดูมีมิติเรื่องราวที่ลึกขึ้น ซับซ้อนขึ้น แถมยังถูกใจแฟนๆ คอมมิคด้วย

ภาพการเปิดตัวไออ้อนแมนฉบับหนังโรง ในงานซานดิเอโก้คอมมิคคอน 2006

เมื่อมาร์เวลเริ่มรู้ตัวว่า ถ้าทำหนังแล้วคอมมิคขายดี แต่การไปง้อให้ค่ายหนังรีบปล่อยหนังของตนออกมาก็ยากเย็นแสนเข็ญ ทำไมมาร์เวลไม่ทำหนังเสียเองเลยล่ะ โปรเจคสร้างหนังของตัวเองโดยไม่ง้อใครก็เลยเริ่มขึ้นในปี 2005 ด้วยการกู้เงินกว่า 525 ล้าน พร้อมวางแผนสร้างหนังออกมาถึง 10 เรื่องโดยใช้ลิขสิทธิ์ตัวละครที่เหลืออยู่นั่นแหละเป็นหลักค้ำประกันเงินกู้! พร้อมกับทำการเปิดตัวว่ามาร์เวลกำลังจะสร้างหนังเรียกเสียงฮือฮาในงานคอมมิคคอนปี 2006 และหลังจากนั้น เควิน ไฟกี้ ในวัย 33 ปี ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังมาร์เวลหลายๆ เรื่องก่อนหน้านั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานมาร์เวลสตูดิโอในปีั 2007 ก่อนที่ไออ้อนแมนภาคแรกจะเข้าฉายไม่นานนัก

เควิน ไฟกี้ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ MCU ที่แท้จริง

ซึ่งในตอนนั้นลิขสิทธิ์ไออ้อนแมนก็ถูกขายออกไปนานแล้วเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยถูกสร้างเป็นหนังเสียทีจนกระทั่งมันกลับคืนมาสู่มือมาร์เวล และในที่สุดมันก็ถูกเลือกให้เป็นหนังเรื่องแรกของสตูดิโอด้วย ในขณะที่สื่อเองก็มองว่าไออ้อนแมนในตอนนั้นเป็นแค่ตัวละครเกรดบีที่ไม่มีใครเอาเท่านั้น (ไม่งั้นคงเป็นหนังไปนานแล้ว) แถมยังได้นักแสดงที่เป็นแบดบอยของวงการอย่าง RDJ ที่เพิ่งมีข่าวฉาวก่อนหน้านั้นไม่นานมานำแสดงอีก

จอห์น ฟาฟโร นอกจากจะมาเป็นผู้กำกับไออ้อนแมนแล้ว เขายังต้องมารับบทเป็นแฮปปี้ โฮแกน คนขับรถคู่บุญของโทนี่ ซึ่งมีบทบาทเด่นในเรื่องอยู่หลายตอนจนเป็นอีกหนึ่งตัวละครเด่นที่หลายคนหลงรัก

เรียกได้ว่าก่อนที่หนังจะเข้าฉาย ในสายตาของคนภายนอกวงการคอมมิค ไม่มีใครที่คาดหวังอะไรกับไออ้อนแมนเลยด้วยซ้ำไป บางคนมองข้ามช็อตไปที่หนังของฮัลค์ที่กำลังสร้างเป็นเรื่องต่อมาด้วยซ้ำ ผมเองก็จำได้ว่าตอนนั้นเพื่อนๆ รอบตัว ก็ไม่สนใจอะไรมากมายนัก บางคนก็คิดว่าเป็นหนังฮีโร่เด็กๆ รอบสื่อมาฉายคนยังมาดูไม่เต็มโรง ตอนที่นิคฟิวรี่ออกมาพูดเรื่องอเวนเจอร์ท้ายเรื่อง ตอนนั้นหลายๆ คนยังสงสัยเลยว่า อเวนเจอร์คืออะไร เสียเวลารอดู end credit ตั้งนาน เพราะคนที่ไม่ได้ตามคอมมิคในบ้านเรา ไม่มีใครรู้จักอเวนเจอร์มาก่อนเลย..

ถ้าใครดู Avengers: Endgame จนจบ จะได้ยินเสียงนี้

ใครจะไปคิดว่า ผ่านไป 11 ปี จากวันนั้นมาถึงตอนนี้ วันที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ Avengers: Endgame จะทำเงินทะลุ 2000 ล้าน ทำรายได้แซงไททานิคไปเรียบร้อยแล้ว…และยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ตัวหนังยังมีลุ้นที่จะทำเงินทะลุ 3000 ล้านแซงหน้า Avatar ไปอีกเรื่องด้วย (แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก) นอกจากนี้ RDJ ก็ได้สร้างตำนานบทใหม่ในฐานะ โทนี่ สตาร์ค ที่เข้าถึงตัวบทบาทคาแรกเตอร์เสียจนคิดว่าคงไม่สามารถหาใครมาแสดงแทนได้อีก การจบเรื่องราวของโทนี่ในแบบที่เราได้เห็นใน Avengers: Endgame จึงอาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้โทนี่เป็นไออ้อนแมนแห่ง MCU คนเดียวตลอดไป ส่วนในอนาคตจะมีไออ้อนแลด หรือไออ้อนฮาร์ทตามออกมาหรือไม่ค่อยว่ากันอีกที

ขอบคุณ ไออ้อนแมน…บุรุษเหล็กผู้ให้กำเนิด MCU

(ภาพปกคอมมิคไออ้อนแมนเล่มเก่าๆ จาก marvel.com)

ความคิดเห็น