[REVIEW] SHAZAM : ฮีโร่เด็กดีของครอบครัว

ถ้าเราดูจากกระแสจากนักวิจารณ์ จะเห็นได้เลยว่า นักวิจารณ์ค่อนข้างชื่นชอบ SHAZAM และทำให้หลาย ๆ คนคาดหวังว่า นี่จะเป็นปรากฎการณ์ที่จะนำพาหนังของค่าย DC ไปสู่ยุคใหม่ แต่ไม่รู้ทำไม พอหนังฉายโรงแล้ว กระแสกลับไม่เปรี้ยงเท่าที่คิด และในบ้านเราเองก็รู้สึกว่านักวิจารณ์จะชื่นชอบอยู่พอสมควร แต่กระแสจากผู้ชมออกจะไปทางเฉยๆ กลางๆ เสียมากกว่า

ผมคิดว่าจนถึงตอนนี้ เราคงไม่ต้องมานั่งพูดกันอีกแล้วว่า เจ้าฮีโร่ที่เคยใช้ชื่อว่า กัปตันมาร์เวลตัวนี้ ทำไมถึงเปลี่ยนชื่อเป็น SHAZAM เพราะมีหลายๆ สื่อพูดถึงไปเยอะแล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องอดีต เพราะตัวผมถือว่า ฮีโร่ตัวนี้ก็คือ SHAZAM นั่นแหละครับ ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีผ้าคลุม มีพลังคล้ายซูเปอร์แมน แต่มีแหล่งกำเนิดพลังจากเวทมนตร์ (ซึ่งเวทมนตร์ดันเป็นจุดอ่อนของซูเปอร์แมนด้วย) และมีร่างต้นเป็นเด็ก ที่แปลงร่างเป็นผู้ใหญ่เมื่อเปล่งคำศักดิ์สิทธิ์ SHAZAM ไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่โดนยาพิษ APTX4869 แล้วกลายเป็นเด็กเหมือนการ์ตูนนักสืบบางเรื่อง

ชื่อ SHAZAM ที่เปล่งออกมาแม้จะดูเชยๆ แต่มันก็ไม่ได้คิดออกมาแบบมักง่าย มันย่อมาจากพลังของเทพทั้ง 6 ประกอบด้วย S เชาว์ปัญญาแห่งโซโลมอน H พละกำลังของเฮอร์คิวลิส A ความอดทนแห่งแอตลาส (เทพผู้แบกโลกไว้) อำนาจแห่งเทพซุสหรือเซอุส (สายฟ้า) A ความกล้าหาญแห่งอะคิลิส และM ก็คือความเร็วของเทพเมอร์คิวรี่ ซึ่งถ้าเอากันตามจริง พลังของ SHAZAM นี่ถือว่าโกงเอามากๆ เลยครับ แต่ที่ในคอมมิคดูไม่โดดเด่นนัก เพราะดันมีร่างต้นเป็นเด็กอายุ 14 ปีที่ยังขาดประสบการณ์เมื่อเทียบกับฮีโร่คนอื่น..เวลาซัดกับซูเปอร์แมน ถึงได้เป็นฝ่ายแพ้อยู่บ่อยๆ ทั้งที่สเกลพลังไม่ด้วยกว่ากันเลย ถึงร่างจะเป็นผู้ใหญ่แต่สมองเป็นเด็ก ชื่อของเขาคือ ชาแซม ประมาณนั้นนั่นแหละครับ

เอาล่ะ กลับเข้าตัวหนังกันต่อ เนื่องจากตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้เป็นเด็ก และแก่นของเรื่องยังเกี่ยวกับเรื่องของ “ครอบครัว” เป็นหลัก เนื่องจากบิลลี่ตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กกำพร้าเพราะพลัดหลงกับแม่ในวัยเด็กเลยต้องมาอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ตัวร้ายของเรื่องก็ดันมีปมที่เป็นลูกที่พ่อไม่รักจนเกิดความริษยาทำให้ก้าวเข้าสู่ด้านมืดอีก เมื่อเอา “เด็ก” และ “ครอบครัว” มารวมกัน โทนหนังของเรื่องจึงออกมาสดใสผสมโรงกับมุกตลกเฮฮาผิดกับหนัง DC เรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้หลายๆคนที่เริ่มเอียนกับความดาร์คของหนัง DC ในยุคหลังๆ เริ่มรู้สึกว่า DC กำลังมาถูกทางแล้ว

แต่เราก็ต้องยอมรับเหมือนกันนะครับว่า แม้ SHAZAM จะดูสนุก สดใส แต่มันก็มีความเป็นเด็ก มีความเป็นหนังครอบครัว ซึ่งแตกต่างจากกระแสหนังฮีโร่ในปัจจุบันซึ่งฐานผู้ชมเป็นกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน แต่กลุ่มเป้าหมายของ SHAZAM ดูจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง คือเด็กและครอบครัว มันเป็นหนังที่เหมาะจะฉายช่วงเทศกาลคริสมาสต์มากกว่า แถมเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นในช่วงคริสต์มาส ซึ่งถือเป็น “เวลาของครอบครัว” ด้วย

ถ้ามองในมุมของหนังครอบครัว ผมถือว่า SHAZAM เป็นหนังที่อบอุ่นที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ามองในแง่ของหนังฮีโร่ ผมว่าหนังเรื่องนี้ยังขาดอะไรอีกหลายๆ อย่าง ที่ยังดูไม่ลงตัว อย่างเช่นตัวหนังยังโชว์พลังคามสามารถของ SHAZAM ออกมาได้ไม่เต็มที่ แม้จะพูดถึงความแข็งแกร่ง ความเร็ว พลังสายฟ้า ฯลฯ แต่ผมยังไม่เห็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “เชาว์ปัญญาแห่งโซโลมอน” ในเรื่องนี้เลย (จริงๆ เกือบจะเห็นจุดหนึ่ง ขอไม่บอกละกันว่าจุดไหน เดี๋ยวสปอยล์) กับเหล่าบาปทั้ง 7 ที่ดูเป็นตัวประกอบโคตร ๆ และไม่สามารถสื่อถึงคาแรกเตอร์บาปของตนออกมาได้เลย เอาจริงๆ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวไหนเป็นตัวไหน และยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยอีกบางจุด ที่อธิบายมากไปจะเป็นการสปอยล์เปล่าๆ

และอีกจุดหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือ ตัวหนังไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่า บิลลี่ กับ SHAZAM เป็นคนคนเดียวกัน ผมไม่รู้สึกว่า SHAZAM เป็นบิลลี่ในร่างฮีโร่ผู้ใหญ่ แต่บุคลิก คาแรกเตอร์ของ SHAZAM และบิลลี่มันเหมือนเป็นคนละคนกันไปเลย อาจเพราะการที่หนังนำเสนอบทบาทของบิลลี่ที่ดูเก็บกด เงียบๆ นิ่งๆ มันขัดกับบทของ SHAZAM ที่ดูกระดี๊กระด๊าเป็นเด็กไฮเปอร์มากไปหน่อย ซึ่งผมไม่รู้ว่า มันเป็นความตั้งใจของคนเขียนบทหรือเปล่า แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง การที่บิลลี่กลายเป็นผู้ใหญ่และมีพลังเหนือมนุษย์ มันก็กลายเป็นการระบายอารมณ์บางอย่างที่ทำให้บุคลิกของบิลลี่ดูฉีกออกไปจากเดิมก็ได้

เอาเป็นว่า SHAZAM เป็นหนังฮีโร่ที่เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ชมเด็กและครอบครัว เหมาะกับการพาลูกพาหลานไปดูมากครับ (แต่บอกไว้ก่อน แอบมีฉากโหดๆ อยู่นะ ตัวหนังได้เรท PG-13) และถ้าเป็นคอหนังฮีโร่จริงๆ ก็คงจะดูสนุกอยู่แหละ แต่อาจจะไม่ถึงขั้นว้าวอะไรมากมาย ที่ชอบจริงๆ จะเป็นส่วน End Credit ที่ทำเอาใจแฟนๆ ค่าย DC เสียมากกว่า (จริงๆ ตัวหนังก็มีการอ้างถึงจักรวาล DC อยู่เรื่อยๆ นะ) แต่เนื้อหาหลังเครดิตที่มีอยู่ 2 ตัวนั้น ผมเฉยๆ มากนะ มันเป็นการปูเนื้อเรื่องไปสู่ภาคต่อไปเฉยๆ ถ้าไม่ได้ดูจริงๆ ก็ไม่เสียหายอะไรมากมาย..แต่ตัวหนังน่ะโดยรวมสนุกครับ แม้จะไม่เต็มอิ่มจนถึงขั้นอยากดูซ้ำอีกรอบก็ตาม

ความคิดเห็น