[REVIEW] Spider-Man: Into the Spider-Verse

อันที่จริง Spider-Man: Into the Spider-Verse เป็นหนึ่งในหนังอนิเมชั่นที่ผมอยากดูมากมาตั้งแต่ตอนที่ประกาศโปรเจคสร้างเลยนะครับ แต่ตอนที่เรื่องนี้ฉายโรงในบ้านเรา ผมกลับไม่มีโอกาสได้ดู มาได้ดูก็ตอนที่หนังเรื่องนี้ลงแผ่นแล้วนั่นแหละ แต่น่าแปลกที่ตอนนี้แผ่นบลูเรย์ที่ออกมามีแต่แผ่นนอกนะครับ แผ่นไทยยังไม่มีข่าวเลยว่าจะออกเมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า (ปล.ล่าสุด กำหนดวางจำหน่ายแผ่นไทยมาแล้วครับ คือ 24 เมษายน ช้ากว่าเมืองนอกราวๆ 1 เดือน) แต่เอาจริงๆ ตอนนี้ราคาบลูเรย์ไทยกับบลูเรย์นอกมันต่างกันนิดเดียวเองนะ ถ้าไม่ซีเรียสอะไรจะจัดแผ่นนอกไปเลยก็ได้ แต่ถ้าเลือกได้ผมก็อยากเก็บแผ่นไทยมากกว่านะ อย่างน้อยผู้ผลิตในไทยจะได้มีกำลังใจผลิตงานกันต่อไป

สำหรับเนื้อเรื่องของ Spider-Man: Into the Spider-Verse นั้นอธิบายง่ายๆ ก็คือ การรวมพลังสไปเดอร์แมนจากหลายๆ จักรวาลมาปราบเจ้าคิงพินที่หวังจะเปิดประตูมิติจนอาจทำให้เมืองนิวยอร์คทั้งเมืองล่มสลาย ซึ่งพล็อตมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละครับ เด็กๆ ก็ดูเข้าใจได้ แต่ถ้าจะดูอย่างลึกซึ้งจริงๆ มันก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายแอบแฝงอยู่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ตามคอมมิคและเรื่องราวของสไปเดอร์แมนมาก่อน

สิ่งแรกที่ควรเข้าใจกันก่อนก็คือ สไปเดอร์แมนรวมถึงฮีโร่ค่ายมาร์เวลที่เราดูๆ กันอยู่นั้นมาจากหลากหลายจักรวาลที่ไม่เกี่ยวข้องกันนะครับ ซึ่งในคอมมิคนั้นจะแทนด้วยคำว่า Earth ต่างๆ เช่น Earth-616 จะหมายถึงจักรวาลที่เป็นฐานของเรื่อง จักรวาลอัลติเมทจะเป็น Earth-1610 ส่วนจักรวาล MCU หรือภาพยนตร์มาร์เวลที่เรารู้จักกันดีจะเป็น Earth-199999 ครับ และ Spider-Man: Into the Spider-Verse ก็จะเป็นอนิเมที่รวมเอาสไปเดอร์แมน 6 คนมาจาก Earth ต่างๆ มาอยู่ในโลกเดียวกัน และทุกคนก็ต้องพยายามหาทางกลับโลกของตนให้ได้ ก่อนที่ร่างกายจะสูญสลายเนื่องจากไม่ได้อยู่ในมิติของตน ซึ่งใครจะมาจากโลกไหนบ้าง ในหนังก็ได้มีการบอกใบ้อยู่กลายๆ ในตอนที่เปิดเครื่องข้ามมิติไปแล้วนะครับ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสไปเดอร์แมน 6 คน แต่บทบาทจริงๆ จะแบ่งเป็นตัวหลักตัวรองอย่างชัดเจน โดยตัวหลักในเรื่องจะประกอบด้วย ไมล์ โมลาเรส สไปเดอร์แมนหนุ่มน้อยผิวสี ผู้มีพลังที่ต่างจากคนอื่นตรงที่ล่องหนได้ แต่ประสบการณ์ยังน้อยกว่าคนอื่นเยอะ ปีเตอร์ บี พาร์คเกอร์ สไปเดอร์แมนวัยกลางคนมากประสบการณ์ที่เริ่มจะลงพุง และมีปัญหาชีวิตในโลกเดิม สไปเดอร์เกวน เป็นสไปเดอร์แมนในโลกที่เกวนสเตซี่ไม่ตายและได้เป็นสไปเดอร์แมนแทนปีเตอร์

ส่วนอีกสามคนก็คือ สไปเดอร์แมนนัวร์ สไปเดอร์แมนที่มาจากโลกขาวดำในยุค 1930 สไปเดอร์แฮม แมงมุมที่โดนหมูอาบรังสีกัด! และ เพนี ปาร์เกอร์ สไปเดอร์แมนจากโลกอนาคต ที่แตกต่างจากคนอื่นตรงที่ เจ้าตัวไม่ได้เป็นสไปเดอร์แมน แต่เข้าไปบังคับหุ่นยนต์ต่อสู้กับเหล่าร้ายแทน ซึ่งบอกก่อนว่าเพนีฉบับอนิเมชั่นนี่ต่างจากคอมมิคพอสมควรนะครับ เพราะในคอมมิคนี่ดูยังไงมันก็คือเอวาเกเลี่ยนชัดๆ ในอนิเมชั่นนี่ปรับซะน่ารักน่าชังแนวโมเอะไปเลย

ซึ่งตัวหนังไม่ได้เน้นบทบาทของสามคนนี้มากนัก เหมือนเอามาเป็นสีสันให้สมกับเป็น Spider-Verse มากกว่า เพราะขืนให้มีบทเยอะๆ นี่สมดุลเรื่องพังแน่ครับ แต่ละคนนี่หลุดโลกซะขนาดนั้น น้ำหนักจึงไปกองอยู่ที่สามคนแรก คือ ไมล์ ที่ต้องสืบทอดหน้าที่จากสไปเดอร์แมนคนเก่าในโลกของตนทั้งที่ยังเป็นเด็ก ยังมีความสับสนในตัวเอง รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อพ่อและอาของตน ปีเตอร์ บี พาร์คเกอร์ สไปเดอร์แมนผู้ล้มเหลวในการใช้ชีวิตที่ต้องมาเป็นพี่เลี้ยงคอยสอนเรื่องราวต่างๆ ให้ไมล์ ทั้งที่เดิมทีเจ้าตัวไม่ชอบเด็กเอาเสียเลย และ เกวน เพื่อนสาวในโรงเรียนที่ไมล์แอบชอบที่ตัวจริงเป็นสไปเดอร์แมนมาจากจักรวาลอื่น

ในขณะที่ตัวร้ายอย่างคิงพินนั้น ก็มีมิติแง่มุมที่น่าสนใจ เพราะการที่เจ้าตัวพยายามจะเปิดมิตินั้นก็มีเหตุผลที่รองรับอยู่ ไม่ใช่เอะอะก็จะครองโลกทำลายโลกแบบไร้เหตุผล และนอกจากคิงพินแล้ว ก็ยังมีตัวร้ายอื่นๆ ที่ปรากฏในเรื่องอย่าง โพรว์เลอร์ กรีนก็อบลิน สกอร์เปี้ยน ทอมบ์สโตน และที่โดดเด่นรองจากคิงพินก็คือด็อคออค ซึ่งตรงนี้จะไม่ขออธิบายอะไรมากครับ เพราะจริงๆ ในเรื่องก็แทบไม่ได้บอกทุกคนนะว่าใครเป็นใคร เหมือนให้แฟนๆ ไปเซอร์ไพร์สกันเอาเองมากกว่า

ในส่วนงานภาพนั้นก็ต้องยอมรับครับว่า แปลกตาดี มันไม่เหมือนการ์ตูนอนิเมชั่นจากฝั่งอเมริกาปกติ แต่มีสีสันที่จัดจ้าน มีลูกเล่นแบบคอมมิค และความกวนประสาทแบบการ์ตูนสไปเดอร์แมน ที่แฟนๆ คอมมิคน่าจะชอบกัน จนผมไม่แปลกใจครับว่าทำไมมันถึงคว้าออสการ์มาได้ และยิ่งดีใจมากด้วยที่การ์ตูนเรื่องนี้มีทีมงานคนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

สรุป Spider-Man: Into the Spider-Verse เป็นอนิเมที่มีพล็อตง่ายๆ แต่กลับมีแง่มุมที่น่าสนใจแฝงอยู่มากมาย เป็นผลงานที่ทดลองข้ามผ่านกรอบเดิมๆ ของสไปเดอร์แมนหนังโรงไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง แถมยังอุดมไปด้วย easter egg ที่แฟนๆ การ์ตูนต้องชื่นชอบ และตัวหนังยังเปิดทางให้มีภาค 2 ที่เราน่าจะได้เห็นสไปเดอร์แมนแบบแปลกๆ จากจักรวาลอื่นด้วย เอาจริงๆ แค่ดูให้จบ End-Credit นี่ผมก็ฮาแล้วนะ ถ้ามีภาคต่อขึ้นมาจริงๆ ผมว่ามันน่าจะเจ๋งกว่านี้อีก และยังช่วยให้แฟรนไชส์สไปเดอร์แมนในมือ SONY ดูมีอนาคตสดใสมากขึ้นด้วย

ความคิดเห็น